Landscape History of the World copy3

กาลานุกรม ประวัติภูมิสถาปัตยกรรม

วิธีเข้าชม 3D Maejo Timeline :;xNLx;1. กด continue หน้านี้;xNLx;2. กดปิดหน้ากรอบดำเล็กซ้ายมือ ;xNLx;3. กดปุ่ม 3d ซ้ายมือล่างสุดของจอ;xNLx;4. ใช้เม้าส์กดแช่เลื่อนกรอบเวลาแถบดำด้านล่าง หรือ เลื่อนปุ่ม scroll บนเม้าส์ถ้ามี เพื่อเลื่อนดู story ตามกาลเวลา;xNLx;5. คลิกที่ป้ายเพื่อดูเนื้อหา และรูปภาพ คลิป VDO และเสียง (ถ้ามี) คลิกที่ภาพเล็กขยายใหญ่ได้;xNLx;6. คลิกที่ กรอบ Find out more ใต้สุดของข้อความ จะเชื่อมโยงไปยังลิงค์ที่มีเนื้อความละเอียดจากแหล่งข้อมูลที่ออนไลน์ในอินเตอร์เน็ท

0002-01-01 00:00:00

นาขั้นบันไดแห่งเทือกเขาฟิลิปปินส์

0007-01-01 00:00:00

บุโรพุทโธ

เชื่อกันว่าแผนผังของบุโรพุทโธคงหมายถึง “จักรวาล” และอำนาจของ “พระอาทิพุทธเจ้า”

0010 BC-11-01 00:00:00

พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งเกอเรเม่ เมืองคัปปาโดเจีย

เกอเรเม่เป็นเมืองที่มีความสำคัญอย่างมากทางด้านศาสนา ชาวคริสต์แห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ กำหนดให้เกอเรเม่เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ศาสนา มีการสร้างถ้ำในภูเขาไฟ เพื่อใช้เป็นโบสถ์ และใช้หลบภัยจากการรุกรานของศัตรูทางศาสนา โบสถ์ในถ้ำที่ถูกค้นพบในเกอเรเม่นั้นมีจำนวนมากกว่า 30 แห่ง รัฐบาลตุรกีเล็งเห็นถึงความสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงเข้าบูรณะ และอนุรักษ์พื้นที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งแห่งเกอเรเม่ จนในปี ค.ศ.2006 ยูเนสโก้ลงมติให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นมรดกโลกอีกหนึ่งแห่งของประเทศตุรกี

0010-11-01 00:00:00

วัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์

บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ใสสะอาดที่ผุดขึ้นจากใต้ดินผ่านทรายสีดำไหลผ่านท่อน้ำสำหรับให้คนได้อาบ

0020 BC-11-01 00:00:00

The Romans : Life in the Roman Empire

The Romans : Life in the Roman Empire

0079-11-01 00:00:00

HOUSE OF THE VETTII, POMPEII

c. 79 CE HOUSE OF THE VETTII, POMPEII The former Greek colony of Pompeii was a popular resort town for wealthy Romans. Forms of 1st-century architecture and landscape were preserved under layers of ash and debris from the eruption of Mt. Vesuvius in 79 CE. A typical Roman town house contained a paved atrium and a garden court surrounded by a roofed colonnade, or peristyle. Garden scenes painted on the walls of the peristyle garden visually extended the space. see stories and maps ดูภาพยนต์ถ่ายทำภูเขาไฟวิสุเวียสระเบิดเมื่อปี 1944 http://story.maps.arcgis.com/apps/MapJournal/?appid=4c77a56bbcd743b69232cf3fd9c7a61c

0082 BC-01-01 00:00:00

TEMPLE OF FORTUNA PRIMIGENIA, PALESTRINA, ITALY

82 BCE TEMPLE OF FORTUNA PRIMIGENIA, PALESTRINA, ITALY This monumental piece of urban design combined Hellenistic principles of movement about an axis with Roman arch technology. The grand staircases, ramps, and arcaded terraces that gracefully negotiated the slope and culminated in an exedra infl uenced Italian Renaissance designers. The sanctuary was over 1,000 feet above sea level and visible from the Tyrrhenian Sea.

0100 BC-11-01 00:00:00

Courtyard 100 BC

Courtyard Style of Garden Design 100 BC

0100-11-01 00:00:00

PLINY’S SEASIDE VILLA, NEAR ROME

c. 100 CE PLINY’S SEASIDE VILLA, NEAR ROME In his numerous letters, Pliny the Younger (61–112 CE) recorded many aspects of his life and times, including detailed descriptions of his country houses and their relationship to the landscape. He planned the rooms of his villa marittima according to their functional and climatic requirements, and to take advantage of views. The architectural form of Pliny’s villa, as well as its function as a place of escape from urban responsibility, particularly inspired Renaissance designers.

0100-11-01 00:00:00

TEOTIHUACAN, MEXICO

c. 100–225 CE TEOTIHUACAN, MEXICO With a population of more than 100,000 people, Teotihuacan, the cultural center of Aztec civilization, was the largest city in the world during the late 2nd century. The Avenue of the Dead formed the main axis of the orthogonally planned city, which was oriented toward the cardinal directions. The Temple of the Moon was the northern terminus and echoed the shape of Cerro Gordo. The Aztecs sited the Pyramid of the Sun over a cave near the middle of the axis. The large sunken plaza, the ciudadela, was located across what is now the San Juan River at the southern terminus of the axis.

0100-11-01 00:00:00

Villa Garden Style 100 AD

Villa 100 AD Use: The idea of making villas developed in Greece and reached fulfillment in the Roman Empire. The word ‘palace’ comes from Augustus’ villa on Rome’s Palatine Hill. The villa became a palatial estate complete with dwellings, gardens and numerous subsidiary buildings. Both rustic and urban villas were made. Their use was to live, relax, exercise, entertain friends and conduct pleasant business, or, in Hadrian’s case, run an empire. The villa integrated elements of many earlier garden types: the domestic courtyard, the gymnasium (sacred grove), the temple garden (many emperors were considered Gods) and the hunting park. Owners enjoyed both the chase and the supply of fresh meat.

0106 BC-11-01 00:00:00

กลุ่ม6 (West Asian ประเทศจอร์แดน)นครเปตราในจอร์แดน

นครเปตรา นครเปตรา (จากภาษากรีก πέτρα แปลว่าหิน ภาษาอารบิก البتراء) คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี พ.ศ. 2355 (ค.ศ. 1812) นครเปตราได้รับลงทะเบียนจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2528 โดยกล่าวอธิบายไว้ว่า "เป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่ามากที่สุดของมรดกทางวัฒนธรรมแห่งมวลมนุษยชาติ" (one of the most precious cultural properties of man's cultural heritage) [1] ปัจจุบันสามารถเดินทางเข้าไปโดยอาศัยม้าเท่านั้น ประวัติก่อตั้งและเจริญรุ่งเรือง ชนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาสู่เปตราคือพวกเอโดไมต์ ซึ่งเข้ามาราวปี 1000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ชนชาติที่สร้างเมืองเปตราขึ้นมานั้นคือชาวนาบาเทียน (Nabataeans) ในช่วงศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล[2] ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายอาหรับ คนกลุ่มนี้สกัดผาหินทรายเป็นบ้านเรือนและอาศัยอยู่ในถ้ำทีมีอยู่ทั่วเมือง พวกเขามีอาชีพเป็นคนเลี้ยงแกะ แต่เปลี่ยนมาค้าขายและรับจ้างเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้แก่กองคาราวาน คนเผ่านี้มีความซื่อสัตย์ ค่าธรรมเนียมผ่านทางที่เรียกเก็บจากผู้สัญจรก็ช่วยให้พวกนาบาเทียนมีชีวิตที่รุ่งเรื่องขึ้น สาเหตุที่เปตราตั้งอยู่บนดินแดนอันแห้งแล้ง มีแต่หินกับทรายนั้นก็น่าจะเพราะเปตราตั้งอยู่เส้นทางการค้าสำคัญที่สุดของโลกในขณะนั้น 2 สาย ได้แก่เส้นทางสายสายตะวันออก - สายตะวันตก คาบสมุทรอาหรับกับอ่าวเปอร์เซียจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสายสายเหนือ - ใต้ ที่เชื่อมทะเลแดงกับ กรุงดามัสกัส ซีเรีย นอกจากนั้นเมืองนี้ยังมีแหล่งน้ำจืดสำคัญซึ่งต่อมาเรียกกันว่า วาดี มูซา หรือ หุบเขาโมเสส ซึ่งเล่ากันว่าเป็นน้ำที่ได้เมื่อโมเสสเสกออกมาเพื่อให้ชาวยิวได้กินแก้กระหาย เหล่าพ่อค้าหรือนักเดินทางที่เดินทางผ่านทะเลทรายอันว่างเปล่าและแห้งแล้งใกล้เคียงนั้นไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมุ่งมาที่เมืองเปตราอย่างเดียว [3] เปตราเป็นศูนย์กลางค้าขนาดใหญ่ จนทำให้นักเดินทางชาวกรีกมักนำเรื่องความมั่งคั่งมาเล่าให้ฟัง ตามบันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวกรีกได้อธิบายไว้ว่า เมืองเปตราเป็นตลาดซื้อสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศของชาวอาหรับ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา รูปปั้น ผ้าย้อมของชาวฟินิเซียนล้วนถูกลำเลียงผ่านเมืองเปตราไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และชาวเปอร์เซีย เปตราเจริญถึงขีดสูงสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล จนถึงคริสต์ศักราชที่ 70 ในช่วงเวลานี้เปตราถูกปกครองด้วยกษัตริย์นาม อารีตัสที่ 4 (Aretas IV) ผู้ที่ชาวกรีกยกย่องให้ว่า ฟิโลเดมอส (Philodemos) ซึ่งแปลว่า ผู้รักประชาชน และด้วยความมั่งคั่ง ความเป็นเมืองที่อยู่ห่างไกล และชัยภูมิอันยากแก่การพิชิต จึงทำให้เมืองมีโอกาสเจริญเติบโตได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องกลัวศัตรูจากภายนอก [4] ชาวเปตรานับถือเทพเจ้าสององค์คือ เทพดูซาเรส (Dushares) เทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ และเทพอัลอัซซา (Al Uzza) ชายาของเทพดูซาเรส เทวีแห่งน้ำ การล่มสลาย ด้วยเหตุที่เกิดเมืองใหม่และเส้นทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกกว่าในช่วงเวลาต่อมา เปตราที่เคยเจริญรุ่งเรืองด้วยการค้าก็เริ่มสูญเสียอำนาจลง เมืองอ่อนแอและถูกต่างชาติโจมตีเข้าได้ง่าย จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 649 (ค.ศ. 106) พวกโรมันนำโดยจักรพรรดิทราจัน หรือ ไทรอะนุส(Traianus) ได้เข้ายึดครองเปตราและผนวกนครนี้เข้าเป็นจังหวัดในจักรวรรดิโรมัน แต่เปตราก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมาจนถึงราวปี ค.ศ. 300 เมื่อจักรวรรดิโรมันเริ่มคลอนแคลน ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 906 (ค.ศ. 363) แผ่นดินไหวก็ได้ทำลายอาคารและระบบชลประทานที่ถือว่าดีมากของเมืองลง[5] ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 เปตรากลายเป็นที่ตั้งคริสต์ศาสนามณฑลของบิชอป แล้วถูกมุสลิมยึดในคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้วก็เสื่อมถอยมาเรื่อยๆ จนลบเลือนหายไปจากผู้คน

0118-11-01 00:00:00

HADRIAN’S VILLA, TIVOLI, ITALY

118 CE HADRIAN’S VILLA, TIVOLI, ITALY Located 15 miles east of Rome in the foothills of the Sabine mountains, the complex of structures and decorative elements that comprise the imperial villa of Hadrian refl ect the emperor’s fascination with architecture and his love of Classical culture. Today, ruins cover about 150 acres, or half of what scholars have estimated as the full extent of the villa.

0120-11-01 00:00:00

PANTHEON, ROME

120 CE PANTHEON, ROME Marcus Agrippa constructed a small temple on this site in 27 BCE. The current structure dates from the reign of Hadrian, and until the 15th century was the largest concrete dome ever built. The height of the dome equals its width; its proportions and construction methods were studied by Renaissance architects, particularly Brunelleschi, who designed an even larger dome for the cathedral in Florence. An opening in the center of the dome, the oculus, creates dramatic lighting and atmospheric effects.

0162-01-01 00:00:00

กลุ่ม6(Wast Asianประเทศตุรกี )เมืองเอเฟซุส : มหานครโบราณของโรมัน

• เมืองเอเฟซุส (Ephesus) หรือเอเฟส (Efes) : เมืองโบราณของโรมัน • นครเอเฟซุส ก่อเกิดแต่ก่อนยุคคริสตกาล เติบโตในยุคของกรีกรุ่งเรืองในยุคโรมันสมัยจักรพรรดิออกุสตุส ซีซาร์ (Augustus Caesar) ผู้มีชัยเหนือมาร์กุส อันโตนิอุส (Marcus Antonius) หรือที่รู้จักกันในนามมาร์ก แอนโทนี (Marc Antony) ชู้รักของพระนางคลีโอพัตรา (Clopatra) และได้สถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองในเอเซีย เอเฟซุสยิ่งใหญ่และงดงามจนกระทั่งจารในจารึกว่า “มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย” • ชื่อเมืองเอเฟซุสไม่ปรากฎที่มาแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่ามาจากคำ “Apapas” ซึ่งเป็นชื่อเมืองหนึ่งในอนาโตเลียตอนกลางที่ฮินไตต์สร้าง การสร้างเมืองเอเฟซุสไม่มีที่มาระบุแน่ชัด มีตำนานเล่าขานมาว่า นักรบหญิงเผ่าอะเมซอนสร้างเมืองในช่วงศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล และอีกตำนานกล่าวว่า ชายหนุ่มชื่อว่า อันโดรคลุส (Androclus) ลูกชายของโคดรุส (Codrus) แห่งเอเธนส์เป็นผู้สร้างเมือง โดยต้องการอพยพมายังดินแดนอนาโตเลีย จึงนำความไปปรึกษาคนทรงเทพเจ้าอะพอลโล ซึ่งทำนายว่า หมูป่าและปลาจะบอกสถานที่นั้นให้แก่อันโดรคลุส จึงพาทหารของเขาออกเดินทาง ขณะจุดไฟย่างปลาก็มีหมูป่าตัวหนึ่งโผล่จากพุ่มไม้ เมื่อเห็นดังนั้น ก็นึกถึงคำทำนาย และควบม้าตามไป แล้วสังหารหมูป่านั้นเสีย สถานที่นั้นได้กลายเป็นเมืองเอเฟซุส ซึ่งตำนานนี้มีสลักไว้ที่วิหารฮาเดรียน (Harian Tapinagi หรือ Temple of Hadrian) • เอเฟซุสเป็นที่อยู่ของชาวไอออนเนียนในศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล ก่อนคริสตกาล จากนั้นจึงตกเป็นของลิเดียน เปอร์เซีย และท้ายสุด กษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชเข้าครอบครอง เมื่อพระองคิ์สิ้นพระชนม์ ไลซิมาคุส ผู้เป็นทหารของพระองค์ได้ครองเมือง และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น Arsinoe ตามชื่อภรรยา • ในยุคโรมัน ยอดนักพูด ชิโซโร (Cicero) ได้เดินทางมาที่เมืองนี้ เมื่อจูเลียส ซีซาร์ถูกลอบสังหาร สองฆาตกรคือบรูตุสและคัซซีอุส หลบหนีมาที่เอเฟซุส จากนั้นมาร์ก แอนโทมานีที่เมืองนี้พร้อมกับคลีโอพัตรา และเชื่อว่าเทพไอซิส (เป็นเทพธิดาแห่งการรักษาความบริสุทธิ์ ความเป็นแม่ และสตรี) และเซราพิส (เทพเจ้าของกรีกและอียิปต์ เป็นภาครวมของโอซิริสและซีอุส) เข้ามาในเอเฟซุสในครั้งนั้น • 100 ปีให้หลังเอเฟซุสกลายเป็นนครหลวงแห่งโรมันในฝั่งเอเซีย เป็นศูนย์กลางทางการค้าและธนาคาของเอเซีย ต่อมาในปี ค.ศ. 358, 365 และ 368 เกิดแผ่นดินไหวในเอเฟซุส ซ้ำร้ายพวกอาหรับที่ผ่านทางเข้ามาเพื่อโจมตีอิสตันบูล แล้วได้ทำลายเมืองเอเฟสไปด้วย ในปี ค.ศ. 716-717 มีการสร้างกำแพงเมืองเพื่อป้องกันพวกอาหรับ ประชากรเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ เมือ่เกิดไข้มาลาเรียระบาด คนจึงอพยพไปอยู่ที่ภูเขาอยาโซลุก จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 11 เอเฟสตกเป็นของเซลจุก และปี ค.ศ. 1390 กลายเป็นส่วนหนึ่งของออตโตมัน • เมืองเอเฟซุส เป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่ง ในอดีตเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในเเถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมันสิ่งก่อสร้างที่คงเหลือให้ได้ชมในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีอายุนับแต่สมัยจักรพรรดิออกุสตุส ราวศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมา และล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติก ที่มีความอ่อนหวาน และฝีมือประณีต ภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ที่สำคัญ อาทิ โรงอาบน้ำ และโรงละครโบราณที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 25,000 คน หอสมุดเซลซุสที่เหลือเฉพาะด้านหน้า จุดบูชาเทพเจ้าและอีกมากมาย ฯลฯ

0165 BC-01-01 00:00:00

เมืองเก่าเอเคอร์ หรือ อักโก

0200 BC-01-01 00:00:00

กลุ่ม6(Wast Asianจอร์แดน)เมืองโรมันโบราณ เจราช อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์แห่ง จอร์แดน

เมืองโรมันโบราณ เจราช (The Roman city of Jerash) ประวัติศาสตร์สำคัญอีกหน้าหนึ่งของ จอร์แดน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองที่ถูกลืม เนื่องจากประสบแผ่นดินไหวทำลายเมืองหลายครั้ง ทำให้ นครเจราช ถูกทิ้งร้าง จนกระทั่ง ปี ค.ศ. 1878 มีการค้นพบและรัฐบาลจอร์แดนได้กลับมาบูรณะและฟื้นฟูความงดงามของนครโรมันแห่งนี้ให้กลับมาสู่สายตามนุษย์โลกอีกครั้ง เมืองโรมันโบราณ เจราช หรือ เมืองพันเสา หรือ ปอมเปอีแห่งตะวันออก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองหลวงอัมมาน ประเทศจอร์แดน เป็นอดีต 1 ใน 10 หัวเมืองเอกของอาณาจักรโรมัน สันนิษฐานว่าถูกสร้าง ราว 200 – 100 ปีก่อนคริสตกาล

0215 BC-03-01 00:00:00

กลุ่มกรีก โรงอาบน้ำสาธารณะหรือเธอเม(Thermae or Bath)

สถานที่ที่ใช้สำหรับอาบน้ำกับที่ออกกำลังกายในร่มของชาวโรมัน สำหรับคนทั่วไปให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ นอกจากจะใช้เป็นที่อาบน้ำและอบตัวแล้วในบางครั้งอาจใช้เป็นที่พบปะ ประชุม พูดคุย ถกกันในเรื่องต่างๆของชนทุกชั้น ไม่ว่าจะเป็น พลเมืองทั่วไปและนักปกครองด้วย บางครั้งอาจใช้เป็นที่แสดงการละเล่นต่างๆรวมถึงแสดงดนตรี

0219 BC-11-01 00:00:00

ISLANDS OF THE IMMORTALS (CHINA)

219 BCE ISLANDS OF THE IMMORTALS (CHINA) Emperor Qin Shi Huangdi8 was obsessed with fi nding an elixir of eternal life. He sent an expedition to the Himalayas to locate the mountaintop dwellings of the mythical Immortals. The Immortals never materialized, but the idea of creating a simulation of their homeland was popularized in the Han dynasty. Within his imperial palace grounds, Emperor Wudi (141–86 BCE) built three artifi cial mountains in a lake, establishing the infl uential prototype of the lake-and-island garden.

0220-11-01 00:00:00

The Sassanians : New Kings in Persia

The Sassanians : New Kings in Persia

0330 BC-11-01 00:00:00

The Greeks : Alexander the Great Alexandria

The Greeks : Alexander the Great Alexandria

0331 BC-11-01 00:00:00

SIWA OASIS

331 BCE SIWA OASIS Alexander the Great persevered through the Libyan desert by following birds to the western oasis, located in present day Egypt. The Siwa Oasis has been home to Berber tribespeople for hundreds of years, and was established as the site of the sacred oracle of Amun by the ancient Greeks.

0364 BC-01-01 00:00:00

เมืองโบราณ Bosra

เมืองโบราณของ Bosra ในหลายศตวรรษเป็นเมืองหลวงของหลายก๊กและราชวงศ์หรือเงินทุน แต่ยังคาราวานและประตูที่สำคัญไปยังนครเมกกะสถานีขนส่ง ตอนนี้สถาปัตยกรรมที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามจำนวนมากซึ่งเป็นที่ถูกกล่าวหาว่าสมัยโรมันที่มีชื่อเสียงที่สุดคง

0393-05-01 00:00:00

Basilica of San Lorenzo, Florence

Enter story info here

0400 BC-03-01 00:00:00

นครเปตรา

นครเปตรา คือนครหินแกะสลักโบราณที่ซ่อนตัวอย่างลึกลับในหุบเขาวาดี มูซา หุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีกับ ทะเลอัคบาในประเทศจอร์แดน เป็นเมืองที่เจาะสลักเข้าไปในหินเกือบทั้งหมด รอบบริเวณ ไม่ว่าจะเป็น วิหาร หลุมศพ บันได โรงละคร ซึ่งขุดสลักมาแต่ยอดเขาลงมาเป็นหลืบลดหลั่นเป็นช่อชั้นงดงาม แสดงถึงฝีมือและศิลปะในการสลักหินได้อย่างยอดเยี่ยม ถือกันว่าเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมเบื้องต้นของเขตตะวันออกกลาง นครนี้แต่เดิมนั้นเป็นนครแห่งการค้าขนาดใหญ่ซึ่งต่อมาถูกละทิ้งเป็นเวลานานกว่า 700 ปี จนเมื่อมีนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท เดินทางผ่านมาพบเห็นเข้าเมื่อปี 1812 ภายหลังที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งความรู้อย่างดีของนักโบราณคดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่หนึ่งในโลก

0400 BC-11-01 00:00:00

Sanctuary Garden Style 400 BC

Sanctuary Garden Style 400 BC

0400-11-01 00:00:00

The Romans : The Byzantine Empire

The Romans : The Byzantine Empire

0401-11-01 00:00:00

หมีเซิน

0447 BC-03-01 00:00:00

วิหารพาร์เธนอน

คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ สร้างเพื่อเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนา หรือเทพีแห่งปัญญา ความรอบรู้ ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดกว้าง 101.4 ฟุต หรือ 30.9 เมตร และ ยาว 228.0 ฟุต หรือ 69.5 เมตร คำว่า พาร์เธนอน นั้นน่าจะมาจากประติมากรรมที่เคยตั้งอยู่ภายในวิหาร คือ Athena Parthenos ซึ่งมีความหมายว่า เทพีอันบริสุทธิ์

0471-01-01 00:00:00

ถ้ำผาหลงเหมิน

ถ้ำผาหลงเหมิน เปรียบเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ที่หลงเหลือจากอดีตระหว่างรอยต่อยุคราชวงศ์เหนือสู่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในถ้ำผาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธ ทั้งนี้ได้แสดงออกซึ่งผลงานศิลปะที่ให้แง่คิดในด้านลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ซึ่งนับเป็นแหล่งรวมงานศิลปะการแกะสลักหินชั้นสูงอีกแห่งหนึ่งของชาติ

0482 BC-11-01 00:00:00

PERSEPOLIS, PERSIA

PERSEPOLIS พระนครเพอร์ซิโปลิส (Persepolis) นครหลวงศูนย์กลางแห่งการปกครองแผ่นดินแห่งจักรวรรดิ์อาคิเมนิด

0500 BC-01-01 00:00:00

Ancient China : Great Civilisation in the East

Ancient China : Great Civilisation in the East

0500 BC-01-01 00:00:00

Scythians and Mongols

Scythians and Mongols

0500 BC-11-01 00:00:00

The Greeks : Life in Athens

The Greeks : Life in Athens

0500 BC-11-01 00:00:00

THE NAZCA LINES

The Nazca Lines /ˈnæzkə/ are a series of ancient geoglyphs located in the Nazca Desert in southern Peru. They were designated as a UNESCO World Heritage Site in 1994. The high, arid plateau stretches more than 80 kilometres (50 mi) between the towns of Nazca and Palpa on the Pampas de Jumana about 400 km south of Lima. Although some local geoglyphs resemble Paracas motifs, scholars believe the Nazca Lines were created by the Nazca culture between 400 and 650 AD.[1] The hundreds of individual figures range in complexity from simple lines to stylized hummingbirds, spiders, monkeys, fish, sharks, orcas, and lizards.

0500 BC-11-01 00:00:00

The Persians: The Persian Empire

The Persians: The Persian Empire The Greeks : The Greeks at War

0500 BC-11-01 00:00:00

America : Early Native Americans The Maya

America : Early Native Americans The Maya

0500 BC-11-01 00:00:00

Africa : Life in Ancient Africa India : Buddha and Ashoka

Africa : Life in Ancient Africa India : Buddha and Ashoka

0500 BC-11-01 00:00:00

The Celts : People of Northern Europe

The Celts : People of Northern Europe

0500 BC-11-01 00:00:00

The Romans : The Rise of Rome

The Romans : The Rise of Rome

0500 BC-11-01 00:00:00

Paradise Garden 500 BC

Paradise Garden 500 BC

0500-01-01 00:00:00

MIDDLE AGES

The term “Middle Ages” loosely applies to a period from the 6th to the 15th centuries, when cultural advancement in western Europe was disrupted by the decline of Roman imperialism to when the power struc- tures of antiquity were replaced by the humanist ideologies of the Renaissance. But while progress in western Europe paused, other cultures continued to thrive. We use a similar time frame of roughly 900 years to examine not only the landscape traditions of medieval Europe, but also the great gardens of China, Japan, and Islamic Spain. During these nine centuries, enclosed gardens shut out the uncertain dangers of the surround- ing landscape. Medieval gardens can be understood as metaphorical constructions, representative of a culture’s changing perceptions of nature.

0500-11-01 00:00:00

Ireland and Western Europe : How Christianity survived

Ireland and Western Europe : How Christianity survived

0500-11-01 00:00:00

Timeline: Japanese garden design history

Timeline: Japanese garden design history

0532-01-01 00:00:00

CONSTANTINOPLE : Hagia Sophia

532 CONSTANTINOPLE Hagia Sophia was rebuilt on the site of a centuries-old basilica in Constantinople (Turkey) by Emperor Justinian I. As the capital of the eastern Roman Empire, Constantinople became the leading European power while Rome declined. About 1 million people lived in Constantinople in the 5th century, second only to Baghdad.

0540-11-01 00:00:00

SPRING OF KHOSROW CARPET (IRAQ)

c. 540 CE SPRING OF KHOSROW CARPET (IRAQ) Woven with gold and precious stones, the carpet made for the audience hall in King Khosrow’s imperial palace near Baghdad was over 450 feet long. Depicting a lushly planted garden of rectangular beds divided by paths and watercourses, the carpet, which survives only through written accounts, symbolized an Eden-like paradise in a harsh desert environment.

0546 BC-11-01 00:00:00

PASARGADAE, PERSIA

The imperial capital of Cyrus the Great was described by ancient Greeks and Romans as having a geometric division of space defi ned by water and trees, an early example of the four-square pattern later associated with “paradise” gardens. Existing ruins show the close relationship of buildings and gardens and the decorative use of water. Gardens provided visual and climatic comfort, not spaces for active use.3

0550 BC-01-01 00:00:00

Ancient Persian gardens

Ancient Persian gardens

0550 BC-05-10 00:00:00

Pompeii

Enter story info here

0563 BC-11-01 00:00:00

BODHI TREE, INDIA

563–483 BCE BODHI TREE, INDIA According to Buddhist tradition, Gautama Buddha received Enlightenment under a Bodhi tree. The tree was revered by Buddhists as a holy shrine and remains a sacred pilgrimage site.

Landscape History of the World copy3

Launch
Copy this timeline Login to copy this timeline 3d

Contact us

We'd love to hear from you. Please send questions or feedback to the below email addresses.

Before contacting us, you may wish to visit our FAQs page which has lots of useful info on Tiki-Toki.

We can be contacted by email at: hello@tiki-toki.com.

You can also follow us on twitter at twitter.com/tiki_toki.

If you are having any problems with Tiki-Toki, please contact us as at: help@tiki-toki.com

Close

Edit this timeline

Enter your name and the secret word given to you by the timeline's owner.

3-40 true Name must be at least three characters
3-40 true You need a secret word to edit this timeline

Checking details

Please check details and try again

Go
Close